หลังจากที่ไม่ได้อัพนานมากวันนี้ก็นั่งปั่นเรื่องสั้นได้เรื่องหนึ่ง ไม่ทราบว่าถูกใจกันรึเปล่า ผมก็แต่งสุดฝีมือครับ อาจแปลกๆก็ได้(ฮา) จบไม่เนียนเท่าไหร่ ติชมด้วยครับ
ยาวนิดทำใจ
ห้องที่มืดสลัวค่อยๆสว่างขึ้นอย่างช้าๆด้วยแสงไฟจากหลอดนีออนที่อยู่บนเพดาน กองหนังสือที่ถูกวางไว้ที่มุมห้องอย่างระเกะระกะ ถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถูกกองไว้อีกมุมของห้องเป็นจำนวนไม่น้อย ห้องเดี่ยวขนาดไม่ใหญ่มากที่มีเตียงเดี่ยวอยู่ใกล้ๆหน้าต่างถูกจัดให้เข้ามุมห้องอย่างดีแต่สภาพบนเตียงนั้นดูไม่ได้เอาเสียเลย ผ้าห่มผืนใหญ่ถูกกองไว้อย่างไม่ใส่ใจ โต๊ะหนังสือและโต๊ะคอมพิวเตอร์ถูกวางจัดไว้ริมหน้าต่างในเวลานี้ถูกทิ้งไว้จนฝุ่นหนาเตอะ ผมเดินเข้าไปในห้องอย่างช้าๆและล้มตัวลงนอนบนเตียงของผมพร้อมกับแหงนมองเพดานสีครีมอย่างไร้อารมณ์
สภาพห้องเดี่ยวขนาดไม่ใหญ่มากและกองขยะที่วางสุมไว้ที่มุมห้อง สภาพแบบนี้แหละคือห้องพักของผม ข้าวของภายในห้องต่างก็เต็มไปด้วยฝุ่นแผ่นหนาเกาะตามจุดต่างๆ ผมค่อยๆยันตัวเองขึ้นจากเตียงอย่างช้าๆ ผมจ้องมองไปยังกองขยะตรงหน้าอย่างไร้อารมณ์ ห้องที่เคยสะอาดสะอ้านช่างผิดกับตอนนี้ยิ่งนักทั้งๆที่เมื่อก่อนนั้นมันไม่ใช่แบบนี้แต่เวลาเพียงไม่นานก็ทำให้ผมถึงกับเปลี่ยนห้องเป็นโรงเก็บขยะได้ ถึงแม้ขยะจะมากมายเพียงใดผมก็ยังไม่สนใจมันแต่ผมกลับเลือกที่จะลุกไปเสียบปลั๊กคอมพิวเตอร์สีขาวที่เต็มไปด้วยฝุ่นหนา ผมค่อยๆใช้มือปัดฝุ่นหนาบนเคสคอมพิวเตอร์และคีบอร์ดอย่างไม่ใส่ใจ เป็นเวลานานเท่าไหร่แล้วนะที่ผมไม่ได้ดูแลทำความสะอาดที่อยู่อาศัยของผม
ผมนั่งเจ่าจุกอยู่หน้าคอมพิวเตอร์สักพักหนึ่งก่อนที่จะเปิดโปรแกรมเพื่อเข้าไปยังเว็บบอร์ดที่ผมไม่ได้เข้ามาเสียนาน ในอดีตเวลาว่างของผมผมมักจะนั่งเล่นอินเตอร์เน็ต ติดตามข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ พิมพ์นิยายบ้าง ทำเว็บบล็อก หรือแม้แต่เล่นแชทไปตามกระแส แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เสียแล้ว ผมเป็นนักศึกษามันต่างจากสมัยมัธยมปลายยิ่งนัก การเรียนก็หนักขึ้น เพื่อนในคณะก็หาคนที่จริงใจยากเพราะต่างคนต่างแบ่งปันน้อยลงและมองอีกฝ่ายเป็นคู่แข่งเสมอ สำหรับตัวผมที่สอบเข้าได้ด้วยคณะเกือบไม่ติดก็ถูกมองด้วยสายตาดูถูกเป็นธรรมดา แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังคงพยายามต่อไปเพราะผมเป็นคนเลือกเดินสายนี้เอง
บ้านของผมเป็นลูกคนจีนโดยมีผมเป็นน้องสุดท้อง แม่ผมนั้นเสียไปตั้งแต่ผมยังเด็กผมจึงเติบมาจากการเลี้ยงดูของพ่อและรับความกดดันมาเต็มๆ ครอบครัวของผมทั้งพ่อและพี่ชายทั้ง3คนของผมนั้นเป็นหมอด้วยกันทั้งนั้นและเป็นหมอที่มีชื่อเสียงเสียด้วยและความหวังของท่านก็คือการให้ผมนั้นเป็นหมอสืบทอดกิจการคลินิกอีกคน แต่นั่นไม่ใช่ทางของผมหรอก ผมรักสัตว์ รักอิสระ อยากลุย ผมจึงหนีมาเรียนคณะสัตวแพทย์เพื่อรักษาสัตว์ป่าตามที่ฝันไว้ แต่เนื่องจากผมนั้นหัวอ่อนไปนิดเรียนไม่ดีเท่าไหร่คะแนนจึงเกือบไม่ติดแต่ในที่สุดผมก็ทำได้ แต่ปัญหามันอยู่หลังจากนั้นพ่อเริ่มตัดเงินผมจนในตอนนี้ผมใช้เงินมรดกที่แม่ให้ผมไว้เป็นเงินเลี้ยงชีพ การเรียนที่ไม่ค่อยเอาถ่านของผมต้องทำให้ผมหนักใจและปรับตัวเองเสียใหม่จนทำให้มีเวลาต่างๆน้อยลง จนล่าสุดแฟนสาวที่คบกันมาตั้งแต่มัธยมบอกเลิกและไปคบกับหนุ่มคณะวิศวะโดยให้เหตุผลง่ายๆว่าผมดีเกินไป เหตุผลสุดหรูที่ทำให้ผมเจ็บปวดที่สุด ถ้าหากจะมีใครใหม่ก็ควรบอกกันตรงๆผมยังเจ็บน้อยกว่านี้เสียอีก
ในวันนี้ผมก็หอบหิ้วร่างกายที่หนักอึ้งเหมือนกรำศึกสงครามมานานปีเพื่อกลับมาห้องพักที่สงบสุขของผมและหันหน้าเข้าหาคอมพิวเตอร์ที่ผมไม่ได้ยุ่งเกี่ยวมาเสียนาน ในโลกอินเตอร์เน็ตนั้นการจะทำอะไรก็ง่ายนิดเดียว โอนเงิน ซื้อของ แม้กระทั่งเสียภาษี ผมเอนพนักพิงเก้าอี้อย่างเบื่อๆก่อนที่จะพิมพ์ข้อความลงไปในห้องแชทที่ผมมักเข้ามาเยี่ยมเยียนในเวลาว่างดั่งเช่นเมื่อก่อน ไม่นานนักผู้คนที่กำลังออนไลน์อยู่ก็ตอบกลับมากันอย่างรวดเร็วและถามถึงช่วงที่ผมหายไปจากโลกอินเตอร์เน็ต ผมที่เป็นคนเปิดเผยก็เลยเล่าเรื่องช่วงที่ผ่านมาให้คนเหล่านั้นฟังถึงแม้จะเป็นเรื่องแฟนเสียส่วนใหญ่ก็ตามที ไม่นานนักคำปลอบโยนให้กำลังใจก็มีมาให้เห็นเป็นระยะซึ่งมันทำให้ผมนั้นรู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมบ้าง มีหลายคนเหมือนกันที่เห็นว่าผมบ้าหรือไร้สาระที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของคนที่ไม่เคยเจอหน้ากันแบบนี้แต่สำหรับผม ผมคิดว่าคนเหล่านี้นั้นถึงไม่เห็นหน้าค่าตากันแต่เขาก็ยังสื่อความรู้สึกให้กับคนที่ไม่เคยเห็นหน้าแบบผมอย่างเป็นมิตรเหมือนที่ผมทำให้แก่เขา แบบนี้นั้นดีกว่าเหล่าคนที่พบหน้ากันบ่อยที่มีแต่หน้ากากให้กันเสียอีก
ผมเลื่อนมือไปเปิดเสียงลำโพงที่ตั้งอยู่ข้างๆพร้อมกับกดเมาส์ไปยังลิงค์ฟังวิทยุซึ่งเป็นวิทยุประจำเว็บบอร์ดที่มีเหล่าผู้ใช้งานต่างก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเป็นดีเจในเวลาว่าง เสียงเพลงเพราะๆทำให้ผมหลับตาพริ้มอย่างสบายอารมณ์หลังจากที่ไม่ได้มีความรู้สึกแบบนี้มานาน สายลมเย็นๆพัดเข้ามาทางหน้าต่างตรงหน้ายิ่งชวนให้ผมคล้อยหลับยิ่งนัก
“สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้ทุกคนก็มาพบกับไอติมเหมือนเช่นเดิมนะคะ อย่าเบื่อกันซะก่อนล่ะ” เสียงใสๆพูดขึ้นหลังจากจบเพลง เสียงใสๆที่ทำให้ผมต้องลืมตาตื่นขึ้นทันที “ตอนนี้รายการเพลงของเรายังว่างอยู่เลย เอาเป็นว่าใครอยากขอเพลงก็ขอกันมาได้นะคะทางเว็บบอร์ดหรือทางหลังไมค์ก็ได้ค่ะ ถ้ามีไอติมเปิดให้แน่นอนค่ะ เพลงต่อไปก็เป็นเพลงของพีชเมคเกอร์นะคะ เพลงช่างม่รู้เลยค่ะ” เสียงของดีเจสาวหยุดลงพร้อมกับทำนองเพลงที่ขึ้นมาอย่างช้าๆ
ผมรีบไล่นิ้วดูรายชื่อผู้ติดต่อในรายชื่อเอ็มเอสเอ็นทันที ก่อนที่จะกดเข้าไปที่ชื่อของผู้ติดต่อคนหนึ่ง ไอติมดีเจสาวเสียงใสประจำเว็บบอร์ด หญิงสาววัยรุ่นที่อายุอ่อนกว่าผมเกือบ3ปีซึ่งเธอคนนี้เป็นดีเจขาประจำที่คอยมอบความสุขให้แก่ผู้ฟังวิทยุในเว็บมาตั้งแต่เธอยังอยู่ม.ต้น ผมรีบพิมพ์ข้อความทักทายอย่างรวดเร็วและไม่นานนักเธอก็ตอบผมกลับมา การสนทนาของเรานั้นสั้นๆง่ายๆ ผมแค่ขอเพลงให้น้องเขาเปิดให้หน่อยก็เท่านั้น และการรอฟังก็คือหน้าที่ของผม
“ค่ะ จบกันไปแล้วนะคะกับเพลงเพราะๆที่ไอติมเปิดให้ฟังกัน” ไอติมพูดขึ้นหลังจากจบเพลงด้วยน้ำเสียงสดใส “เพลงต่อไปนี้นั้นพี่กาแฟที่ห่างหายไปนานจากเว็บของเราเค้าก็ได้ขอมานะคะ เป็นเพลงเลิกของวงมะลิ ไอติมก็ต้องขอประทานโทษแก่เจ๊กาแฟ เอ๊ย!พี่กาแฟค่ะ ไอติมหาดูทั่วแล้วแต่มันไม่เพราะฉะนั้นไอติมเลยเปิดเพลง คำถามโง่ๆ ให้แทนละกันนะคะ” ไอติมพูดเสียงใสแกมติดตลกที่ทำให้ผมอดยิ้มเล็กๆ ไม่ได้
หลังจากที่ไอติมพูดจบผมก็เริ่มลงมือพิมพ์ข้อความหาเธออีกครั้งพร้อมกับพูดติดตลกกับวิธีการพูดและคำพูดผิดๆของเธอซึ่งมันทำให้บรรยากาศรอบตัวผมที่เคยมีแต่ความซึมเศร้าดูสดใสขึ้นกว่าเดิมมาก ยิ่งผมคุยกับไอติมมากเท่าไหร่ผมยิ่งสนิทกับเธอมากขึ้นเท่านั้นเหมือนว่าเราจะรู้จักกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ข้อความแต่ละประโยคที่ถูกบอกเล่าผ่านอินเตอร์เน็ตทำให้เราทั้งสองรู้จักกันมากขึ้น ผมมีที่ปรึกษาและเป็นทั้งคนให้คำปรึกษา ผมและไอติมต่างก็แบ่งปันความรู้สึกดีๆให้กันทั้งเหตุการณ์ต่างๆ เรื่องไร้สาระ หรือแม้แต่ปัญหาที่ผมไม่เคยบอกใคร และไอติมก็เช่นกันเธอก็บอกผม
เวลาผ่านไปเกือบเดือนผมเริ่มปรับตัวเข้ากับชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยได้มากขึ้น เพื่อนที่ผมคิดว่าเลวร้ายนั้นก็ไม่ทั้งหมดเสียทีเดียวจะมีก็แค่บางคนเท่านั้นที่หยิ่งไปบ้าง ซึ่งหากผมจะมัวกังวลต่อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เรื่องเรียนที่ผมกังวลนักหนาตอนนี้ผมก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับการสอนภายในมหาวิทยาลัยได้แล้ว ส่วนเรื่องแฟนที่ทำให้เจ็บปวดเรื่องนั้นไม่ลืมง่ายกว่าที่คิดก็เพียงแค่เราหลับตาแล้วลืมตาตื่นขึ้นมามองรอบตัวใหม่อีกครั้งเราก็จะพบโลกที่สดใสในอีกแบบหนึ่งของมัน จะเหลือก็เพียงเรื่องเดียวที่หนักอกที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องครอบครัวเสียมากกว่า แต่อย่างน้อยผมก็ดีใจนะที่พ่อเริ่มฟังผมบ้างแล้ว
ผมที่เดินแยกจากเพื่อนได้เดินหลบมุมมานั่งพักใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้สระน้ำ โทรศัพท์มือถือสีดำวาวถูกหมุนเล่นบนนิ้วอย่างไม่ใส่ใจ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดช่วงเดือนที่ผ่านมานี้นั้นผมถึงคิดถึงแต่ไอติมสาวที่รู้จักกันทางอินเตอร์เน็ตอยู่บ่อยครั้ง ผมมักเล่าเรื่องราวต่างๆให้เธอคนนี้ฟังอยู่เสมอ และผมก็ไม่เคยรู้เลยว่าเธอคนนี้คิดอย่างไร เธอจะเบื่อไหม เธอจะหาว่าไร้สาระไหม แต่ผมก็ยังคงพูดคุยกับเธอผ่านทางอินเตอร์เน็ต ถึงแม้ผมจะมีเบอร์ไว้ติดต่อกับเธอแล้วก็ตามแต่ผมก็ยังไม่กล้าที่จะโทรไปหาไอติม อาจเป็นเพราะผมกลัวว่าจะไม่เป็นอย่างที่คิดก็เป็นได้ หากจะบอกใครๆว่าผมหลงรักสาวคนนี้ผมอาจจะถูกมองว่าเป็นตัวตลกหรือคนบ้าก็เป็นได้
ผมพยายามรวบรวมความกล้าที่มีอยู่น้อยนิดหยิบโทรศัพท์ออกมาเพื่อกดโทรไปหาไอติมสาวที่ผมรู้จักทางอินเตอร์เน็ต ผลที่ได้จะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้สิ
ตรู๊ด~~~ ตรู๊ด~~~
ช่วงเสียงที่ดังเป็นจังหวะทำให้ผมหวั่นใจเล็กน้อยกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ใช่ไอติมที่ผมรู้จัก อาจจะเป็นเบอร์ใครก็ได้ที่ให้มามั่วๆ หรืออาจจะเป็นแฟนของเขาก็เป็นได้ ความวิตกกังวลเริ่มเข้ามาในหัวอีกครั้ง แต่ผมก็กลับเข้ามาสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงตอบรับ
“สวัสดีค่ะพี่กาแฟ” ไอติมทักด้วยเสียงสดใสจนทำให้ผมหวั่นไหวไปหมด
“สวัสดีครับติม ติมจำเบอร์พี่ได้ด้วยเหรอครับ” ผมถามกลับไปอย่างสงสัย
“ค่ะ ไอติมเมมเบอร์พี่ไว้ตั้งแต่วันที่แลกเบอร์กันแล้ว” ไอติมพูดเสียงสดใสดังก้องไปหมด “แต่กว่าพี่จะโทรมานี่ก็นานนะคะเนี่ย ไอติมลุ้นตั้งนาน”
“อ่าว!? แล้วทำไมไม่โทรหาพี่ก่อนล่ะ”
“ก็กลัวว่าอีกฝ่ายที่รับจะไม่ใช่พี่สิคะ แฮะๆ คิดไปได้นะคนเรา” ไอติมพูดพร้อมกับหัวเราะเล็กๆ
“พี่นึกว่าพี่เป็นฝ่ายเดียวเสียอีก ฮะฮะ” ผมก็พูดกลับไปพร้อมกับหัวเราะขำๆ
ผมกับไอติมคุยกันได้สักพักแต่เหมือนเวลานั้นช่างยาวนานสำหรับผม ผมไม่เคยคุยกับผู้หญิงคนไหนได้สนิทใจแบบนี้มาก่อน แต่สำหรับไอติมเหมือนทุกอย่างมันง่ายดายไปเสียหมด เธอเป็นกันเอง สดใส จริงใจและตรงไปตรงมา เนื่องจากนิสัยแบบนี้ล่ะมั้งที่ทำให้ผมแอบหลงรักเธอถึงแม้ว่าเราจะไม่เคยเจอกันมาก่อน
“พี่กาแฟคะ เดือนหน้าไอติมจะเข้ากรุงเทพน่ะคะ ไปแข่งครอสเวิร์ด” ไอติมพูดพร้อมกับเงียบไปสักพักเหมือนคิดอะไรอยู่ในใจซึ่งมันชวนให้ผมสงสัยยิ่งขึ้นไปอีก “ถ้าไม่รังเกียจพี่กาแฟจะพาไอติมเที่ยวกรุงเทพได้ไหมคะ”
ประโยคเมื่อครู่มันทำให้ผมอยากย้อนเวลาไปฟังอีกครั้ง ผมจะได้เจอไอติมงั้นเหรอ ผู้หญิงที่ผมหลงรักทางอินเตอร์เน็ต เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่ให้กำลังใจผมเสมอมา ผมจะได้เจอเธอคนนั้น ผมตอบรับไปพร้อมกับรอคอยเวลาอย่างตื่นเต้น
เช้าวันนี้ผมตื่นขึ้นมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับอาบน้ำแต่งตัว ตั้งแต่วันที่ผมโทรหาไอติมนี่ก็ครบเดือนแล้วและก็เป็นวันที่ผมกับไอติมนัดเจอกัน ผมไม่เคยนัดเจอผู้หญิงมาก่อนแล้วยิ่งเป็นสาวที่เคยเห็นแค่รูปหรือทางกล้องเว็บแคมด้วยแล้วมันยิ่งชวนให้ใจฝ่อพิลึก แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังอยากเจอเธอคนนี้อยู่ดี
ผมก้าวเท้าออกจากหอพักเพื่อมุ่งตรงไปยังสถานทีท่องเที่ยวของเหล่าวัยรุ่นหน้าใสซึ่งผมไม่ค่อยจะมาสักเท่าไหร่แต่คราวนี้มันผิดกัน ผมมาด้วยความหวังว่าจะเจอกับสาวที่ตัวเองตกหลุมรัก ความรักที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ของผมแต่ผมก็อยากจะสื่อมันออกมาให้อีกฝ่ายรู้ ถึงแม้เราจะอยู่ห่างไกลกันแต่เราก็สามารถรักกันได้ แค่ระยะทางไม่กี่กิโลเมตรมันก็เป็นเพียงบทพิสูจน์ความรู้สึกเท่านั้น จนในที่สุดวันนี้ก็มาถึงเมื่อผมพบสาวที่แอบรักผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยม หญิงสาวร่างเล็กหน้าอิ่มเอิบที่พกรอยยิ้มเจิดจรัสชวนมอง แววตาสดใสจริงใจของเธอ ผมยิ้มทักด้วยรอยยิ้มที่คิดว่าสดใสที่สุดแล้วสำหรับผมพร้อมกับเอ่ยประโยคสั้นๆออกไป
“ไอติม ไอติมคิดว่าคนเราจะรักกันเพราะอินเตอร์เน็ตได้รึเปล่า”
“ไม่รู้สิคะ แล้วพี่ว่าไงล่ะ”
“สำหรับพี่พี่คิดว่าเป็นไปได้นะ เพราะตอนนี้พี่หลงรักไอติมซะแล้วสิ”
เรื่องราวหลังจากนี้ผมก็ไม่สามารถบอกได้ว่าผมจะเป็นเช่นไรแต่สำหรับผมไม่ว่ามองยังไงผมก็ยังคงคิดเสมอว่าความรักของคนเรานั้นมันไม่ได้จำกัดแค่การเจอหน้าแต่เราสามารถให้ความรักของเราแก่ทุกคนบนโลกได้ถ้าเราต้องการ ไม่เว้นแม้กระทั่งบนโลกอินเตอร์เน็ต
ปล.หากอ่านถึงตรงนี้ขอบคุณมาก
edit @ 16 Apr 2009 00:40:47 by SilveRFanG